ผมไปจีนมาหลายเมืองแล้ว ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู จางเจียเจี้ย แต่เมืองที่ทำให้ผมงงที่สุดในสิบนาทีแรกที่ก้าวออกจากสถานีรถไฟฟ้าคือ ฉงชิ่ง ผมยืนดูแผนที่ในมือแล้วมันบอกว่าจุดหมายอยู่ห่างไปแปดสิบเมตร แต่พอเงยหน้าขึ้นมาจริงๆ จุดหมายนั้นอยู่ต่ำกว่าผมสามชั้น และต้องเดินอ้อมไปอีกฝั่งของตึกถึงจะลงไปได้ นี่คือเมืองที่คนเรียกกันว่า เมือง 8 มิติ และผมยืนยันว่าไม่ได้พูดเล่น

บทความนี้ผมเขียนให้คนที่กำลังวางแผนไปฉงชิ่งครั้งแรกช่วงปลายปี 2026 โดยเฉพาะคนที่จะไปเที่ยวเอง ไม่ได้ไปกับทัวร์ ผมจะเล่าตั้งแต่เลือกเดือน วิธีเดินทาง ที่เที่ยวที่ควรเก็บ อาหารที่ต้องลอง ทริปนอกเมือง แผนสี่วันสามคืนแบบรายวัน ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่คนไปครั้งแรกเจอกันแทบทุกคน รวมถึงผมเองด้วย

ฉงชิ่งคือเมืองแบบไหน ทำไมถึงไม่เหมือนเมืองจีนเมืองอื่น

ฉงชิ่งเป็น นครปกครองโดยตรง หนึ่งในสี่แห่งของจีน หมายความว่ามีสถานะเทียบเท่ามณฑล ไม่ได้ขึ้นกับมณฑลไหน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บนเนินเขาซ้อนชั้นตรงจุดที่ แม่น้ำแยงซี (长江) ไหลมาบรรจบกับ แม่น้ำเจียหลิง (嘉陵江) พอดี ภูมิประเทศแบบนี้ทำให้เมืองต้องสร้างซ้อนกันขึ้นไปตามไหล่เขา จนได้ฉายาว่า เมืองภูเขา (山城)

ความ 8 มิติที่คนพูดถึงกันไม่ใช่คำโฆษณา มันคือปัญหาจริงเวลาใช้แอปแผนที่ ถนนชั้นบนกับถนนชั้นล่างอาจมีพิกัดเดียวกันแต่ต่างกันหลายสิบเมตรในแนวดิ่ง ตึก ขุยซิงโหลว (魁星楼) เป็นตัวอย่างที่ดังที่สุด คุณเดินออกจากราวชั้น 22 ของตึกแล้วเจอถนนพอดี ไม่ต้องลงลิฟต์ ไม่ต้องลงบันได ถ้าคุณเคยไปเมืองใหญ่ฝั่งตะวันออกอย่างที่ผมเล่าไว้ในคู่มือเที่ยวเซี่ยงไฮ้ครั้งแรก 4 วัน 3 คืน คุณจะรู้สึกทันทีว่าฉงชิ่งเล่นคนละเกม เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองแบน ฉงชิ่งเป็นเมืองที่วางตัวตามภูเขา

อีกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนคือฉงชิ่งเป็นหนึ่งใน เตาไฟของจีน หน้าร้อนเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมอุณหภูมิพุ่งเกิน 38-40 องศาได้ บวกความชื้นสูง เดินขึ้นบันไดสิบขั้นก็เหงื่อโทรม ผมมองว่าใครที่คิดจะไปฉงชิ่งหน้าร้อน ควรคิดใหม่จริงจัง เพราะเมืองนี้บังคับให้คุณเดินเยอะโดยธรรมชาติของมันเอง

ไปฉงชิ่งเดือนไหนดี เทียบให้เห็นชัดๆ

ถ้าถามผมตรงๆ ช่วงที่ดีที่สุดคือ ตุลาคมถึงพฤศจิกายน ตุลาคมอากาศอยู่ราว 18-26 องศา กำลังสบาย พฤศจิกายนเย็นลงมาเป็นราว 11-19 องศา ใส่แจ็คเก็ตบางๆ พอ ข้อควรรู้คือฟ้าฉงชิ่งมักครึ้มและมีหมอกแทบตลอดปี อย่าคาดหวังฟ้าใสสีฟ้าจัดแบบในรูปโปรโมท ฝนปรอยก็เจอได้ ผมแนะนำให้พกร่มพับติดกระเป๋าไว้ตลอด

ช่วงเวลาอุณหภูมิโดยประมาณสภาพทั่วไปเหมาะกับใคร
ตุลาคม18-26 องศาอากาศดีที่สุด ฟ้าครึ้ม ฝนปรอยได้คนไปครั้งแรก อยากเดินเที่ยวทั้งวันสบายๆ
พฤศจิกายน11-19 องศาเย็นสบาย หมอกเริ่มหนา ใบไม้แดงแถบอู่ซานคนชอบอากาศเย็น อยากล่องเรือสามผา
ธันวาคม-กุมภาพันธ์5-12 องศาหนาวชื้น หมอกหนา ฟ้าปิดบ่อยคนมาเพื่อหม้อไฟและบรรยากาศเมืองในหมอก
มีนาคม-เมษายนอากาศกำลังดีรองจากหน้าใบไม้ร่วง คนน้อยกว่าตุลาคมคนหลบไฮซีซั่น ไม่ติดเรื่องฟ้าครึ้ม
กรกฎาคม-สิงหาคมเกิน 38-40 องศาได้ร้อนจัด ความชื้นสูงมากไม่แนะนำสำหรับทริปเดินเมือง

เรื่องที่ผมย้ำที่สุดสำหรับคนวางแผนไปตุลาคมคือ ต้องเลี่ยง Golden Week วันชาติจีน 1-7 ตุลาคม ทุกปี (วันหยุดจริงอาจขยับเล็กน้อยตามประกาศทางการแต่ละปี) ช่วงนั้นคนจีนทั้งประเทศออกเดินทางพร้อมกัน และฉงชิ่งดันเป็นเมืองยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีนเองด้วย ผลคือคนล้นเมืองแบบที่คุณจะถ่ายรูปหงหยาต้งไม่ได้เลยเพราะสะพานเต็มไปด้วยคน ที่พักก็ขึ้นราคาชัดเจน ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ผมเขียนวิธีรับมือไว้แล้วในคู่มือเที่ยวจีน-ฮ่องกงช่วงไหว้พระจันทร์และ Golden Week ลองอ่านประกอบก่อนกดจองตั๋ว

บินยังไง และเดินทางในเมืองยังไง

มีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-ฉงชิ่ง ลงที่ สนามบินนานาชาติเจียงเป่ย รหัส CKG ใช้เวลาราว 3.5 ชั่วโมง มีหลายสายการบินให้เลือก ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้ฉงชิ่งเข้าถึงง่ายกว่าที่หลายคนคิด จากสนามบินเข้าเมืองไม่ต้องพึ่งแท็กซี่ก็ได้ เพราะมี รถไฟฟ้าใต้ดินสาย 10 และสาย 3 เชื่อมตรง สะดวกและถูก ทั้งนี้ควรเช็กสายและสถานีที่เปิดให้บริการล่าสุดอีกครั้งก่อนเดินทาง เพราะเส้นทางรถไฟฟ้าฉงชิ่งขยายและปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ

ในเมืองผมใช้รถไฟฟ้าใต้ดินกับโมโนเรลเป็นหลักแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ ค่าโดยสารถูกกว่าเมืองใหญ่ฝั่งตะวันออกพอสมควร ระบบครอบคลุมจุดท่องเที่ยวสำคัญเกือบหมด แต่มีข้อควรระวังที่คนไปครั้งแรกไม่รู้ คือบางสถานีทางออกแต่ละทางอยู่กันคนละระดับความสูงเลย ไม่ใช่แค่คนละมุมถนน ผมเคยขึ้นผิดทางออกแล้วต้องเดินขึ้นบันไดยาวๆ อ้อมกลับมาใหม่ เสียเวลาไปเกือบยี่สิบนาที

  • เผื่อเวลาเดินในสถานี อย่างน้อย 10-15 นาทีต่อการเปลี่ยนสาย เพราะทางเชื่อมยาวและมีบันไดเยอะ
  • เช็กชื่อทางออกก่อนขึ้น ดูป้ายในชานชาลาว่าจุดหมายอยู่ทางออกไหน อย่าเดาจากแอป
  • อย่าคาดหวังจะเรียกรถง่ายในย่านเก่า ถนนบางเส้นแคบและชัน รถเข้าไม่ถึงจริงๆ
  • เมืองนี้ไม่มีวัฒนธรรมปั่นจักรยาน ต่างจากเมืองจีนอื่นที่มีจักรยานเช่าเต็มถนน เพราะทั้งเมืองเป็นเนิน

ที่เที่ยวในเมืองที่ผมคิดว่าต้องเก็บ

หงหยาต้ง (洪崖洞) — ต้องดูตอนกลางคืน และต้องดูจากมุมที่ถูก

หงหยาต้งคือกลุ่มอาคารบ้านไม้ยกพื้นสไตล์ เตี้ยวเจี่ยวโหลว ซ้อนกันราว 11 ชั้นริมแม่น้ำเจียหลิง พอเปิดไฟตอนกลางคืนคนก็เรียกกันว่าเหมือนฉากในหนังการ์ตูนสปิริตเต็ด อะเวย์ ข่าวดีคือเข้าชมไม่เสียค่าเข้า

แต่จุดที่คนไปครั้งแรกพลาดคือไปยืนถ่ายรูปที่ตัวอาคารเอง ซึ่งถ่ายไม่ออกหรอกครับ เพราะคุณอยู่ในนั้น มุมสวยที่สุดคือ สะพานเชียนซือเหมิน (千厮门大桥) ฝั่งตรงข้าม เดินขึ้นไปบนสะพานแล้วหันกลับมามอง จะเห็นอาคารทั้งกลุ่มเปิดไฟสีทองพร้อมกันกับแม่น้ำอยู่ข้างหน้า ไฟมักเปิดถึงราวสี่ทุ่มถึงสี่ทุ่มครึ่ง แต่เวลานี้เปลี่ยนได้ตามฤดูกาล ควรเช็กหน้างานอีกที และผมแนะนำให้ไปยืนรอตำแหน่งก่อนฟ้ามืดสนิทสัก 20-30 นาที เพราะช่วงที่ฟ้ายังมีสีน้ำเงินอ่อนแล้วไฟตึกติดแล้วคือช่วงที่ภาพสวยที่สุด

หลี่จื่อป้า (李子坝) — รถไฟทะลุตึก

สถานีโมโนเรลสาย 2 ที่รางวิ่งทะลุกลางตึกที่พักอาศัย เป็นภาพจำของฉงชิ่งที่คนทั้งโลกรู้จัก ด้านล่างมีลานชมวิวจัดไว้ให้ยืนถ่ายโดยเฉพาะ ผมแนะนำให้ทำสองอย่าง คือลงไปถ่ายจากลานด้านล่างหนึ่งรอบ แล้วขึ้นไปนั่งรถไฟผ่านตัวตึกอีกหนึ่งรอบ ความรู้สึกตอนนั่งอยู่ในขบวนแล้วรถวิ่งเข้าไปในอาคารมันแปลกดี

กระเช้าข้ามแม่น้ำแยงซี และจุดชมวิวมุมสูง

กระเช้าข้ามแม่น้ำแยงซี (长江索道) เป็นกระเช้าเก่าแก่ที่คนท้องถิ่นเคยใช้เป็นขนส่งจริง ตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยว วิวสองฝั่งแม่น้ำจากกลางอากาศคือของจริง แต่คิวยาวมากช่วงเย็น ถ้าจะไปให้ไปช่วงสายๆ หรือยอมต่อคิว ส่วนถ้าอยากได้วิวเมืองทั้งคาบสมุทรจากมุมสูงตอนกลางคืน จุดที่ผมชอบที่สุดคือ หนานซานต้นไม้ต้นเดียว (南山一棵树) เห็นเมืองทอดยาวไปตามแนวแม่น้ำ สวยจนคุ้มค่าเดินทาง

  • เจี่ยฟางเปย (解放碑) ย่านใจกลางเมืองรอบอนุสาวรีย์ปลดปล่อย ห้างเยอะ เดินเล่นตอนค่ำได้ยาวๆ
  • Raffles City เฉาเทียนเหมิน (来福士) ตึกแฝดคล้ายใบเรือที่ปลายแหลมจุดบรรจบสองแม่น้ำ มีสกายบริดจ์กระจกให้ขึ้นชมวิว เสียค่าเข้าเฉพาะชั้นชมวิว
  • เมืองโบราณฉือชี่โข่ว (磁器口) ย่านเมืองเก่าริมน้ำ ของกินเยอะมาก แต่คนแน่นสุดๆ วันหยุด แนะนำไปตอนเช้า
  • สวนเอ๋อหลิ่ง (鹅岭公园) และ Testbed 2 (二厂) จุดชมวิวคาบสมุทรเมือง บวกคาเฟ่ในโรงพิมพ์เก่าที่เดินถ่ายรูปได้เพลิน
  • ตึกขุยซิงโหลว (魁星楼) ไปดูสักครั้งเพื่อเข้าใจว่าเมือง 8 มิติแปลว่าอะไร เดินออกจากราวชั้น 22 แล้วเจอถนน

กินอะไรที่ฉงชิ่ง

ถ้าไม่กินหม้อไฟที่ฉงชิ่ง ผมถือว่ามาไม่ถึง หม้อไฟฉงชิ่ง (火锅) ใช้น้ำซุปมาล่าที่ได้ความเผ็ดจากพริกและความชาจากพริกไทยเสฉวน เอกลักษณ์ของที่นี่คือ หม้อเก้าช่อง (九宫格) ซึ่งแต่ละช่องความร้อนไม่เท่ากัน ทำให้ลวกวัตถุดิบต่างชนิดในหม้อเดียวได้ ใครกินเผ็ดไม่เก่งไม่ต้องกลัว สั่งหม้อครึ่งเผ็ดครึ่งใสได้ หรือบอกร้านว่า 微辣 (เว่ยล่า) แปลว่าเผ็ดน้อย

อีกอย่างที่ผมอยากให้ลองและคนไทยมักมองข้ามคือ เสี่ยวเมี่ยน (小面) บะหมี่มื้อเช้าประจำเมือง คนท้องถิ่นกินกันตั้งแต่เช้ามืด รสจัดกว่าที่คิด และเป็นวิธีเริ่มวันที่ถูกต้องที่สุดของเมืองนี้ ส่วน เหมาเซวี่ยวั่ง (毛血旺) กับอาหารสไตล์ เจียงหู (江湖菜) คืออาหารรสจัดที่คนฉงชิ่งภูมิใจ ถ้ากินเผ็ดได้ควรลองสักมื้อ

ข้อสังเกตของผมคือรสชาติฉงชิ่งกับเฉิงตูไม่เหมือนกันทั้งที่อยู่ภาคเดียวกัน ฉงชิ่งดิบกว่า ตรงกว่า เผ็ดแบบไม่อ้อมค้อม ถ้าคุณเคยดูคลิปทัวร์จางเจียเจี้ยตามรอยอวตารของช่องแล้วชอบอาหารจีนสายรสจัด ฉงชิ่งจะถูกใจแน่นอน

ทริปนอกเมือง เลือกอันไหนดี

ฉงชิ่งไม่ได้มีดีแค่ในเมือง จุดนอกเมืองสามที่ที่ผมคิดว่าคุ้มค่าเสียเวลาไป มีลักษณะต่างกันชัดเจน เลือกตามเวลาที่มีได้เลย

ทริปนอกเมืองระยะทางจากตัวเมืองเวลาที่ควรเผื่อจุดเด่น
อู่หลง (武隆)ราว 2-3 ชั่วโมง1 วันเต็ม หรือค้าง 1 คืนอุทยานหินปูนคาร์สต์ มรดกโลก สะพานหินธรรมชาติสามแห่ง หุบเขาแยกหลงสุ่ยเสีย ถ้ำฝูหรง
ผาหินสลักต้าจู๋ (大足石刻)ราว 1.5-2 ชั่วโมงครึ่งวันถึง 1 วันมรดกโลกยูเนสโกตั้งแต่ปี 1999 งานแกะสลักหินพุทธ เต๋า ขงจื๊อ สมัยราชวงศ์ถัง-ซ่ง
ล่องเรือสามผา (三峡)ออกจากท่าเรือในเมืองราว 4-5 วันถึงอี๋ชางหุบเขาแม่น้ำแยงซี ช่วงพ.ย.-ธ.ค. มีเทศกาลใบไม้แดงแถบอู่ซาน

อู่หลง คือที่ที่ผมแนะนำถ้ามีเวลาแค่หนึ่งจุด ภูมิประเทศคาร์สต์ที่นั่นทำให้เข้าใจว่าทำไมมันถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังฮอลลีวูดและหนังจีนอิงประวัติศาสตร์ สะพานหินธรรมชาติสามแห่งเดินลงไปดูจากพื้นหุบเขาแล้วรู้สึกตัวเล็กมาก ไปได้ทั้งรถทัวร์แบบ day trip และรถไฟ แต่ถ้าไปเช้ากลับเย็นวันเดียวจะเหนื่อยพอควร ผมแนะนำค้างสักคืนถ้าอยากเดินสบายๆ

ต้าจู๋ เหมาะกับคนสายประวัติศาสตร์และศิลปะ มีรถไฟความเร็วสูงไปลงสถานีต้าจู๋ ทำให้เดินทางง่ายกว่าที่คิด ค่าเข้าไม่แพงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้เห็น ส่วน ล่องเรือสามผา เป็นทริปคนละสเกล ต้องเผื่อเวลาสี่ถึงห้าวันแยกออกมาต่างหาก ถ้าคุณชอบธรรมชาติแบบที่ต้องนั่งเรือหรือเดินเขายาวๆ ผมว่าคุณน่าจะชอบทริปจิ่วจ้ายโกวและหวงหลงช่วงใบไม้เปลี่ยนสี 2026ด้วยเหมือนกัน โทนธรรมชาติใกล้เคียงกันแต่บรรยากาศต่างกันคนละแบบ

แผนเที่ยว 4 วัน 3 คืน ที่ผมคิดว่าลงตัวที่สุด

สี่วันสามคืนคือความยาวที่พอดีสำหรับคนไปครั้งแรก ได้เก็บในเมืองครบและมีหนึ่งวันออกนอกเมือง ถ้าอยากได้ทั้งอู่หลงและต้าจู๋ควรเผื่อเป็นห้าถึงหกวัน

วันช่วงเช้า-บ่ายช่วงเย็น-ค่ำ
วันที่ 1บินถึง CKG ต่อรถไฟฟ้าเข้าเมือง เช็กอินย่านเจี่ยฟางเปย เดินสำรวจย่านใจกลางเมืองหงหยาต้งช่วงไฟเปิด ถ่ายรูปจากสะพานเชียนซือเหมิน ปิดท้ายด้วยหม้อไฟเก้าช่อง
วันที่ 2เสี่ยวเมี่ยนมื้อเช้า ไปหลี่จื่อป้าดูรถไฟทะลุตึก ต่อด้วยสวนเอ๋อหลิ่งและ Testbed 2กระเช้าข้ามแม่น้ำแยงซี แล้วขึ้นหนานซานต้นไม้ต้นเดียวชมวิวเมืองกลางคืน
วันที่ 3ออกนอกเมืองไปอู่หลง เดินสะพานหินธรรมชาติสามแห่ง (หรือเปลี่ยนเป็นต้าจู๋ถ้าอยากได้ครึ่งวัน)กลับเข้าเมือง พักผ่อน หาของกินแถวที่พักแบบไม่ต้องเดินไกล
วันที่ 4ฉือชี่โข่วตอนเช้าก่อนคนแน่น แล้วขึ้นสกายบริดจ์ Raffles City เฉาเทียนเหมินเก็บของฝากย่านเจี่ยฟางเปย ต่อรถไฟฟ้ากลับสนามบิน

เหตุผลที่ผมวางฉือชี่โข่วไว้เช้าวันสุดท้ายคือที่นั่นคนแน่นมากช่วงบ่ายและวันหยุด ไปเช้ากว่าคือได้เดินสบายกว่าชัดเจน และการวางสนามบินไว้ตอนเย็นวันสุดท้ายทำให้ไม่ต้องรีบ เพราะรถไฟฟ้าจากในเมืองไปสนามบินตรงและคาดเวลาได้

เตรียมตัวก่อนไป เรื่องที่พลาดไม่ได้

เรื่องวีซ่าเป็นข่าวดีสำหรับคนไทย ไทยกับจีนมี ความตกลงยกเว้นวีซ่าระหว่างกันแบบถาวร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ผู้ถือพาสปอร์ตไทยธรรมดาเข้าจีนเพื่อการท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง แต่ผมย้ำเสมอว่า ให้ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสถานทูตจีนก่อนเดินทางทุกครั้ง เพราะกฎระเบียบเปลี่ยนแปลงได้

  • ตั้งค่า Alipay หรือ WeChat Pay ให้เสร็จตั้งแต่อยู่ไทย ผูกบัตรต่างประเทศได้ ร้านเล็กหลายร้านในฉงชิ่งไม่รับเงินสด อย่าไปนั่งตั้งค่าเอาตอนอยู่หน้าร้าน
  • เตรียม roaming หรือ eSIM ล่วงหน้า แอปที่คนไทยใช้ประจำบางตัวเข้าไม่ได้บนเน็ตในจีน ต้องวางแผนเรื่องนี้ก่อนขึ้นเครื่อง
  • โหลดแอปแปลภาษาแบบใช้ออฟไลน์ได้ ภาษาอังกฤษที่ฉงชิ่งใช้ได้จำกัดกว่าเมืองใหญ่ฝั่งตะวันออกพอสมควร
  • รองเท้าคือของสำคัญที่สุดในกระเป๋า ทั้งเมืองเป็นเนิน ขึ้นลงบันไดทั้งวัน รองเท้าผิดคู่เดียวพังทั้งทริป
  • อย่าเอากระเป๋าลากใบใหญ่มา ทางเดิน บันได และทางเชื่อมสถานีไม่เป็นมิตรกับล้อลากเลย
  • พกร่มพับหรือเสื้อกันฝนบางๆ ฟ้าครึ้มและฝนปรอยเป็นเรื่องปกติของเมืองนี้

ข้อผิดพลาดที่คนไปฉงชิ่งครั้งแรกมักเจอ

อย่างแรกคือ เชื่อแอปแผนที่มากเกินไป ระยะทางในแนวราบไม่ได้บอกอะไรเลยในเมืองที่ซ้อนกันหลายชั้น จุดหมายที่แอปบอกว่าใกล้อาจต้องเดินอ้อมและขึ้นลงบันไดหลายรอบ วิธีที่ผมใช้คือดูป้ายจริงในสถานีและถามพนักงานถ้าไม่แน่ใจ

อย่างที่สองคือ อัดตารางแน่นเกินไป คนมักวางแผนแบบเมืองแบน คิดว่าหกจุดต่อวันทำได้ แต่ที่ฉงชิ่งพลังงานหมดเร็วกว่าปกติเพราะการเดินขึ้นลงตลอดเวลา ผมมองว่าสามถึงสี่จุดต่อวันคือกำลังดี

อย่างที่สามคือ ไปหงหยาต้งช้าเกินไป ไฟดับเร็วกว่าที่หลายคนคิด ถ้าไปถึงตอนสามทุ่มครึ่งแล้วยังต้องเดินหาตำแหน่งบนสะพาน คุณจะได้เวลาถ่ายรูปแค่แป๊บเดียว

อย่างที่สี่คือ ประเมินความเผ็ดผิด มาล่าที่นี่ไม่ใช่เผ็ดแบบพริกไทยบ้านเรา มันชาลิ้นด้วย ถ้าไม่มั่นใจให้เริ่มจากหม้อครึ่งเผ็ดครึ่งใสไว้ก่อน จะได้ไม่เสียมื้อไปเปล่าๆ

อย่างสุดท้ายที่เจ็บที่สุดคือ จองตั๋วชนกับ Golden Week โดยไม่รู้ตัว คนไทยหลายคนเลือกไปต้นตุลาคมเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวบ้านเราพอดี แล้วไปเจอว่าที่พักแพงขึ้นชัดเจนและทุกจุดเที่ยวคนแน่น ถ้าเลือกได้ ขยับไปกลางถึงปลายตุลาคมหรือพฤศจิกายนคุ้มกว่ามาก

สรุป ฉงชิ่งเหมาะกับใคร

ฉงชิ่งเหมาะกับคนที่เคยไปจีนมาบ้างแล้วและอยากเจออะไรที่ไม่เหมือนเดิม ถ้านี่เป็นทริปจีนครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ผมอาจแนะนำให้เริ่มจากเมืองที่โครงสร้างเข้าใจง่ายกว่าอย่างที่เล่าไว้ในคลิปเที่ยวปักกิ่ง กำแพงเมืองจีน และพระราชวังต้องห้าม ก่อน แล้วค่อยมาฉงชิ่งเป็นทริปถัดไป แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบเมืองที่มีคาแรกเตอร์แรงๆ ชอบอาหารรสจัด ชอบภาพเมืองกลางคืนที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ จนดูไม่เหมือนเมืองจริง ฉงชิ่งจะเป็นหนึ่งในเมืองที่คุณจำได้นานที่สุด

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำจากคนที่เคยยืนงงกลางเมืองนี้มาแล้ว อย่าพยายามเข้าใจฉงชิ่งทั้งหมดในวันแรก ปล่อยให้ตัวเองหลงบ้าง เพราะทางเดินที่คุณเดินผิดในเมืองนี้ มักพาไปเจอวิวที่ไม่มีในแผนอยู่เสมอ